นายแซมกิโลวัตต์ (ก. วันทะมาศ) View my profile

การฝึกงานบน Rig ของ Mud Engineer

posted on 26 Dec 2010 00:16 by samsutgeo11

การฝึกงานบน Rig ของวิศวกรน้ำโคลน

(Mud Engineer, on Job Training on the Rig)

หลังจากผ่านการฝึกหัด การเรียนรู้และทดสอบความรู้ความสามารถทางทฤษฎีจากศูนย์ฝึกนักวิศวกรน้ำโคลนรุ่นใหม่ (57 วัน)วันที่ 22 สิงหาคม – 17 ตุลาคม 2551 ราวๆสองเดือน (Basic Mud School) แล้วก็กลับไปพักผ่อนที่บ้านเดือนสองเดือน แต่สำหรับตัวผมเองเป็นคนใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านงานสนาม ยังไม่เคยลงทะเล ก่อนจะได้กลับไปพักผ่อนที่บ้านนั้นต้องไปฝึกหัดการเอาตัวรอดหรือการยังชีพในน้ำในทะเล การหลบหนีภัยต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นบนแท่นเจาะ (Basic Offshore Safety Training) ผมได้ไปฝึกที่ศูนย์ฝึกเทคนิคปิโตรเลียม (Technical Petroleum Training Institute, TPTI) วันที่ 20 - 22 ตุลาคม 2551 ที่จังหวัดชลบุรี สามวันสองคืน ต่อจากนั้นก็พักยาวจนเกือบจะหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ถึงได้มาเรียนรู้การทำงานที่ทำการบำบัดน้ำโคลน การปรับปรุงคุณภาพน้ำโคลนขั้นพิเศษ รวมทั้งการผสมและการทำน้ำโคลนใหม่เพื่อใช้ในแหล่งเจาะต่อไปด้วย (Mud Plant Operation) 3 วัน จากวันที่ 13 ถึง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 ที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี  สถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นเหมือนโกดังเก็บสารเคมีและวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งไว้ถ่ายเทของดีของเสียออกจากแท่นเจาะจากที่ต่างๆ ก็คือที่นี่นั่นเอง หลังจากกลับไปจากที่นี่ผมก็พักยาวเดือนหนึ่งเต็ม และสุดท้ายก่อนจะได้ลงไปทำงาน ไปฝึกงานบนแท่นเจาะจริงๆ ผมก็ได้รับการฝึกงานขั้นพิเศษจากโกดังเก็บวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งสารเคมีต่างๆ และทำงานห้องปฏิบัติการ เป็นผู้ช่วยนักปฏิบัติการน้ำโคลนที่จังหวัดสงขลา (Warehouse & Laboratory at Songkla) วันที่ 15-24 ธันวาคม 2551 เป็นสถานที่แห่งที่ 2 สำหรับเก็บสารเคมีและเป็นแหล่งหลักๆเลย ต่อจากนั้นแล้วผมก็ได้พักยาวยิ่งกว่าที่ผ่านมาเป็นเวลาเกือบจะสามเดือน

                จนกระทั่งวันที่ 11 มีนาคม 2552 ผมถูกเรียกให้ไปช่วยงานวิศวกรโครงการ (Project Engineer) ซึ่งเป็นคนดูแลงานให้กับลูกค้าและ รับผิดชอบนักวิศวกรน้ำโคลนขั้นฝึกหัดอย่างตัวกระผม และทันทีทันใดที่ผมเข้าไปพบกับท่านผู้นั้น ผมก็ได้รับข่าวดีทันที ว่าลูกค้าได้ให้โอกาสผมไปทำงานบนแท่นเจาะแล้ว ผมอ่อนสุดในรุ่นที่ผ่านการทดสอบจากศูนย์ฝึกด้วยกัน และเป็นคนสุดท้ายที่ได้ฝึกงานบนแท่นเจาะ ชื่อว่า Emerald Driller Rig เป็นแท่นเจาะสามขา (Jack up Rig) กำลังเจาะอยู่ในอ่าวไทย (The Gulf of Thailand) เจาะให้บริษัทเพิร์ลออยล์ (Pearl Oil Energy Incorporation) วิศวกรโครงการผู้นี้ท่านชื่อว่า คุณจักรวุฒิ พรมโคตร ผมชอบเรียกว่า “พี่แจ็ค” ผมได้ลงไปแท่นเจาะวันที่ 12-19 มีนาคม 2552 เป็นครั้งแรกของชีวิตเลย ผมได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ครั้งแรกด้วย

                ไปถึงแท่นเจาะวันที่12 มีนาคม 2552 ตอนบ่ายๆ ลงจากเครื่องเฮลิคอปเตอร์แล้ว มาฟังการบรรยายเรื่องความปลอดภัยและกฎการทำงานร่วมกันในแท่นเจาะของแวนแทชซึ่งเป็นเจ้าของแท่นเจาะแท่นนี้ ผมฟังฝรั่งพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลยครับ และคนไทยก็ไม่ค่อยจะคุยกันเป็นภาษาไทยนัก จะเป็นภาษาท้องถิ่นซะมากกว่า คนใต้ก็พูดใต้กัน อีสานก็ร่ายกันไปตามสไตล์ แต่ดีหน่อยที่ผมเป็นคนอีสาน ตอนนี้ผมยังไม่ค่อยพูดมาก แต่ผมฟังเค้าคุยกันแบบรู้เรื่องโดยไม่มีใครรู้ตัว วิศวกรน้ำโคลนขั้นที่สอง (Second Mud Engineer)จะเป็นผู้ดูแลผม ทำงานจากเที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน และก็มีวิศวกรขั้นผู้นำ (Leader Mud Engineer)ที่ทำงานจากเที่ยงคืนถึงเที่ยงวันคอยมาเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงาน ผมมีโอกาสได้อยู่กับวิศวกรที่เป็นฝรั่งทั้งคู่ คือทั้งวิศวกรน้ำโคลนขั้นที่สองและขั้นผู้นำ พี่แจ็คบอกผมว่านี่เป็นโอกาสดีสำหรับผมเลยทีเดียว ที่ได้ร่วมทำงานกับวิศวกรทั้งสองขั้นนี้เป็นฝรั่งทั้งคู่ ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าดียังไง แต่ตอนนั้นผมดีใจมากที่ผมได้ลงไปทำงานบนแท่นเจาะสักที เมื่อได้สัมผัสจริงๆ แล้วก็แน่ใจขึ้นมาว่าผมได้ความรู้และเทคนิคการทำงานมากกว่าที่เคยคิด และนอกจากนั้นแล้วยังได้เรียนรู้สไตล์การทำงานของวิศวกรน้ำโคลนขั้นที่สองถึงสองคน เพราะว่ามีการเปลี่ยนมือระหว่างวิศวกรน้ำโคลนขั้นที่สองในวันที่ 16 มีนาคม 2552 ในระหว่างที่ผมฝึกงานอยู่นั้น ผมได้รู้รสชาติการทำงานของฝรั่ง 3 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ 2 สไตล์ จากวิศวกรน้ำโคลนขั้นที่สอง สองคนที่มีการเปลี่ยนมือกันระหว่างการทำงานและ อีก 1 สไตล์ จากวิศวกรขั้นผู้นำตัวที่เก๋าที่สุดบนนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม แต่ละสไตล์ของนักวิศวกรเหล่านั้น ก็มีทั้งขอดีและข้อเสีย และพวกเค้าก็ได้เตือนผมไว้ในเรื่องนี้มากพอสมควร และผมก็สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ให้คำแนะนำเหล่านั้นไว้ว่า “ไม่ต้องกังวลอะไร ผมจะเอาแต่สิ่งดีๆ จากทุกๆท่านไป และผู้ที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีนั่นแหละคือครูที่ดีสำหรับผม”

                สิ่งที่ผมได้รับจากวิศวกรขั้นที่สอง จากคนที่ 1 นับว่าก็ไม่ใช่น้อยๆเลย วิศวกรผู้นี้ชื่อว่า เดเมียน (Damian) ส่วนนามสกุลนั้น ผมไม่เคยเรียกขาน ผมก็ต้องยอมรับว่าผมสร้างความสับสนวุ่นวายให้กับวิศวกรท่านนี้ไม่น้อย เพราะมีอยู่วันหนึ่งเดเมียนไปกินข้าวเย็น โดยที่ปล่อยให้ผมอยู่ในห้องปฏิบัติการน้ำโคลน (Mud Laboratory) อยู่คนเดียว ผมเฝ้ามองดูสถานการณ์ต่างๆ อย่างระมัดระวัง และทันใดนั้นผมเพ่งเล็งไปที่เซนเซอร์ของไอล็อก ที่ทำหน้าที่มอนิเตอร์แสดงผลค่าต่างๆเกี่ยวกับน้ำโคลนและการดำเนินการเจาะ ผมเห็นค่าของก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นสิบๆหน่วย และซักพักก็มีพี่ๆจากสวาโก้เข้ามาขอทำรายงานในส่วนของเครื่องมือควบคุมของแข็งที่ได้มาจากการเจาะ(Solid Control) ผมตกใจที่เห็นก๊าซขึ้นไปถึง 50 หน่วย ผมเลยรีบแจ้งให้เดเมียนกลับมาที่ห้องปฏิบัติการโดยด่วน แต่เดเมียนยังไม่กลับมา สักพักก็มีเสียงโทรศัพท์ถามหาวิศวกรน้ำโคลน ผมก็บอกว่าเค้าไปว่า “ไม่อยู่ สงสัยไปกินข้าว” ผมบอกได้เลยว่าผมตื่นเต้นมาก ฟังไม่รู้เรื่องเลยใครพูดอะไรกับผม และเดเมียนก็โทรเข้ามา

“แซม มีอะไร นี่เดเมียนนะ” ผมดีใจมากที่เดเมียนติดต่อกลับมาซะที

“คุณเดเมียนใช่ไหม? คุณครับผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ผมเห็นเซนเซอร์ในมอนิเตอร์แสดงผลมีค่าก๊าซเพิ่มสูงขึ้นจนตอนนี้ 50 หน่วยแล้วผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” ผมพูด

“เดี๋ยวสักพัก ผมจะกลับไป คุณไม่ต้องห่วง” เดเมียนตอบกลับ

พี่ๆสวาโก้ก็ตื่นเต้นไปกับผม มีพี่เชาว์ พี่ยุทธนาและอีกคนไม่แน่ใจ ก็ทำรายงานไว้ส่งสำหรับเที่ยงคืนนี้ พอเดเมียนกลับมา ก็ต้องรับโทรศัพท์ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นจากใครต่อใครก็ไม่รู้ ผมได้ยินเหมือนเค้าบอกว่า ไม่มีอะไรทุกอย่างสมบูรณ์ สวยงามดี แล้วเดเมียนก็หันหน้ามามองผม

“เดเมียน คุณมีอะไรจะต้องอธิบายให้ผมเข้าใจนะ ผมคิดว่า” ผมพูดขึ้น

“อ้อ... ช่วงนี้กำลังทำการไล่ สเปเซอร์เพื่อลงซีเมนต์โดยบริษัทบีเจ และต่อไปก็จะลงท่อกรุ และทดสอบความดันต่อไป”

“ผมตื่นเต้นมากเลยครับ ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ผมเห็นค่าก๊าซมันสูงขึ้นเร็วมาก แต่ตอนนี้มันลงมาแล้วก็ก็โล่งใจ ผมกลัวมันมีเหตุการณ์อย่างว่า”

“เป็นไปได้ที่ก๊าซอาจจะสูงขึ้น แต่เป็นเอบีก๊าซ ที่มันมาจากการไล่สเปเซอร์แล้วก็เกิดฟองอากาศขึ้นนะ ถ้าก๊าซมันขึ้นสัก 50-70 หน่วยก็เป็นไปตามหลัก คุณดูในโปรแกรมก็ได้แซม ลองอ่านดู แล้วสักพักก๊าซมันก็จะลดลงเองนะ”

“โอ้ ผมไม่น่าตื่นตูมไปเลยนะ ขอโทษครับ”

“ไม่เป็นไรแซม ดีแล้วละ แต่ถ้ามันเกิดมีก๊าซขึ้นมาสัก 400-500 หน่วย นั่นแหละเราอาจจะจัดการอะไรให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นคุณกับผมก็ได้กลับบ้านเก่าแน่เลย”

อันนี้คือเหตุการณ์สับสนของผม โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดีบทหนึ่งที่ผมเจอเวลาจะมีการลงซีเมนต์

 

 

 

การใช้ชีวิตการเป็นพนักงานฝึกหัดของวิศวกรน้ำโคลน(Mud Engineer Trainee) สำหรับผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่ากว่าที่เราจะเป็นงานเป็นการจริงๆ ก็ควรจะได้รับการฝึกหัดเสียก่อน ตอนที่ใช้ชีวิตพนักงานฝึกหัดเราจะมีโอกาสทำผิดพลาดได้ โดยที่ยังไม่มีใครว่า ใครสนใจมากนัก แต่ก็ไม่ควรจะทำผิดให้มากจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะว่าเราไม่มีโอกาสแก้ตัวมากนักในงานบนแท่นเจาะ ถ้าเกิดการทำผิดพลาดขึ้นมาบางครั้งก็ถึงกับคร่าเอาชีวิตของผู้คนที่ทำงานร่วมกันและตัวของเราเองได้ เพราะฉะนั้นเรื่องความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ผมลงแท่นเจาะครั้งแรก แน่นอนคำถามแรกที่ผู้คนอาจจะต้องถามคุณ โดยเฉพาะพนักงานความปลอดภัย (Safety Man) คือ เคยลงริกไหนมาก่อนหรือเปล่า? เมื่อคุณได้ตอบคำถามนั้นว่า “นี่เป็นครั้งแรกครับ” นั่นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าตัวคุณจะต้องถูกจับตามองดูกันเป็นพิเศษ สำหรับพนักงานใหม่จะต้องใส่หมวกแข็งสีเขียว(Green Hard Hat) และทุกๆคนต้องสวมชุดป้องกันส่วนบุคคลสำหรับทำงาน (Personal Protective Equipment, PPE) ทุกๆคน ไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าใหญ่อย่างคอมพานีแมน (Company Man) หรือ ผู้จัดการประจำแท่นเจาะ (Drill Site Manager, DSM) แท่นเจาะที่ผมได้ไปฝึกงาน 28 วันเต็มๆ ชื่อว่า อาร์ที-โฟร์ (RT-4) แท่นเจาะแท่นนี้บริษัทที่เป็นเจ้าของคือ บริษัทซีดริล (Seadrill Company) ทำสัญญาว่าจ้างกันกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกที่มีชื่อว่า เชฟร่อน (Chevron) แต่สำหรับที่นี่มีที่ทำงานในประเทศไทยคือ บริษัทเชฟร่อนแห่งประเทศไทย (Chevron Thailand)

เริ่มตั้งแต่วันที่ผมจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์มายังแท่นเจาะ อาจจะต้องตรวจสอบรายชื่อของเราที่หน้าที่ทำการของพนักงานรักษาความปลอดภัยก่อน ว่ารายชื่อเราตกหล่นหรือไม่? ว่าเราได้เดินทางไปถูกที่หรือไม่? จากนั้นแล้วเราก็ต้องนำสิ่งของและกระเป๋าของเราไปผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจจับข้างหน้าทางเข้า และตัวของเราก็เดินมาให้ผ่านเครื่องตรวจจับสำหรับตรวจบุคคลอีกเช่นกัน หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปข้างใน ผมก็ได้กรอกข้อมูลส่วนตัวลงในกระดาษพิมพ์ใบเล็กๆ ที่มีให้ใส่ข้อมูลน้ำหนักกระเป๋าและน้ำหนักตัวของเราด้วย ซึ่งเราจะทำการชั่งกันเองที่ สำนักงานขนส่งผู้โดยสารเฮลิคอปเตอร์ของบริษัทเชฟร่อน และก็แขวนสติกเกอร์ชื่อแท่นเจาะที่เราจะไปทำงานมาติดกับกระเป๋าของเรา แล้วก็นำใบหนังสือเดินทางที่ทางบริษัทออกให้ พนักงานจะดูเกี่ยวกับเรื่องการผ่านพื้นฐานการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในทะเล (Basic Offshore Safety Training, BOST) จากสถาบันฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียม (Technical Petroleum Training Institute, TPTI) เรายื่นไปพร้อมๆกับใบพิมพ์เล็กๆ ที่เรากรอกข้อมูลประวัติลงไปพร้อมกับเขียนตอบใบสอบถามให้เรียบร้อย ถัดจากที่เรายกกระเป๋าเตรียมพร้อมให้พนักงานได้นำขึ้นไปไว้บนเฮลิคอปเตอร์ เราจะต้องเดินมาตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ก่อน แล้วก็เข้าไปชมวีดีโอด้านความปลอดภัยในการใช้บริการเฮลิคอปเตอร์ พอเสร็จเรียบร้อยก็ไปขึ้นเครื่องและบินไปยังแท่นเจาะที่เราจะไปกัน

พอมาถึงแท่นเจาะก็จะมีคนคอยมารับเราที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (Helicopter Proof Desk) และผู้โดยสารขากลับ ส่วนตัวของเราเองก็ถอดชุดชูชีพให้กับผู้โดยสารขากลับและแบกกระเป๋าของเราเข้ามาในห้องประชุมก่อน แล้วก็จะมีการเปิดวีดีโอด้านความปลอดภัยในการทำงานให้ดูก่อนออกไปเริ่มงาน ส่วนคนที่มาใหม่อย่างผมหลังจากชมวีดีโอเสร็จก็ยังลุกไปไหนไม่ได้ จะต้องพบและคุยกับพนักงานความปลอดภัยหรืออาจจะเป็นหมอประจำแท่นเจาะ (Medic) เพื่อที่จะพาเราไปเรียนรู้จักกับสถานที่ต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่นทางหนีไฟ เรือชูชีพ ที่สูบบุหรี่ ที่กินข้าว ห้องน้ำ และห้องนอน พร้อมกับอธิบายข้อห้ามกฎระเบียบต่างๆ วิธีการขึ้นไปบนพื้นแท่นเจาะ (Rig Floor) เป็นต้น และพาไปแนะนำตัวกับผู้จัดการของแท่น และบุคคลสำคัญๆ ที่เราควรจะรู้จัก หลังจากนั้นก็จะให้เอกสารเรามากรอกข้อมูล สำหรับคนที่มาใหม่ (SSE) จะต้องมีพี่เลี้ยงส่วนตัว(Mentor) คอยแนะนำซึ่งก็ได้แก่พนักงานที่มีประสบการณ์และก็อยู่มาก่อนจนกระทั่งได้หมวกแข็งนิรภัยสีส้มหรือสีขาวเป็นต้น สำหรับผมมีปั้มแมน (Pump Man) เป็นพี่เลี้ยงเพราะหัวหน้าวิศวกรน้ำโคลน (Leader Mud Engineer) ก็พึ่งมาใหม่ยังไม่เคยลงแท่นนี้มาก่อน ผู้จัดการแท่นเจาะจึงยังไม่ไว้วางใจให้เป็นพี่เลี้ยง เพราะยังเป็นพนักงานหมวกเขียวเหมือนกัน

วันแรกของการทำงาน ผมต้องทำงานประกบอยู่กับวิศวกรสองคนคือหัวหน้าและวิศวกรน้ำโคลนมือที่สอง (Second Mud Engineer) หัวหน้าของผมเป็นฝรั่งชื่อ “จิม” และมือสองเป็นคนไทยชื่อ “กราน” ซึ่งสองคนนี้จะแบ่งกันทำงานคนละ 12 ชั่วโมง หัวหน้าจะทำงานจากเที่ยงคืนจนถึงเที่ยงวัน ส่วนมือสองก็จะทำงานจากเที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน ส่วนผมช่วงแรกๆได้รับมอบหมายให้ทำงานจาก 6 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น เพื่อที่จะได้เรียนรู้งานจากวิศวกรทั้งสองคน แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการตกลงกันระหว่างวิศวกรทั้งสองคนนั้น แต่จะยึดเอาการตัดสินใจของหัวหน้าเป็นหลัก เพราะเราต้องทำตามลูกพี่ของเรา เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็อยู่ภายใต้การรับผิดชอบและการดูแลของหัวหน้า ภายในวันแรกผมต้องกรอกข้อมูลและเอกสารส่งให้กับพนักงานความปลอดภัยของแท่นเจาะก่อนเริ่มทำงานได้ จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้จัดการแท่นเป็นลายลักษณ์อักษร มีลายเซ็นพร้อม ทั้งพี่เลี้ยงของเราและก็หัวหน้าพนักงานความปลอดภัย

ผมทำอะไรบ้าง? ในแต่ละวัน หลักๆที่ผมทำจนชินชาคือการตรวจวัดคุณสมบัติน้ำโคลน (Mud Check) และก็เรียนรู้งานของแต่ละวัน แต่ละขั้นตอน ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานของการเจาะ โดยดูจากโปรแกรมการเจาะที่ผู้จัดการแท่นเจาะจะส่งเมล์ไฟล์โปรแกรมการเจาะของแต่ละหลุมมาให้ อย่างเป็นขั้นตอน แต่ผมมักจะมีปัญหาอย่างหนึ่งคือไม่รู้เรื่องกับภาษาที่พวกเขาใช้กัน อย่างเช่น P/U, M/U, N/P, URF เป็นต้น แต่แน่นอนมันเป็นเรื่องที่จู้จี้จุกจิกกับตัวย่อภาษาอังกฤษพวกนี้ แต่ถ้าคุณไม่รู้ คุณก็จะไม่มีทางเข้าใจได้เลย และทางที่ดีที่สุดก็คือการถามจากผู้รู้ และใกล้ตัวคุณมากที่สุด นั่นก็คือหัวหน้าของคุณยังไงล่ะ อาจจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากถ้าเรื่องภาษาอังกฤษคุณไม่ได้เรื่อง และนั่นก็เป็นปัญหาเดียวกันกับผม ซึ่งต้องใช้เวลากันเรียนรู้อีกนาน ทั้งๆที่จบถึงปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์มาแท้ๆ แต่คุณลองมองดูคนอื่นๆ ที่เค้าทำงานกันที่นี่ มันน่าอายมากที่คุณบอกว่าจบปริญญามาเมื่อเทียบกับพนักงานบางคนซึ่งไม่ได้จบอะไรมา เพียงแค่ ป.4 เท่านั้นเอง แต่ฟังฝรั่งพูดรู้เรื่องและทำงานได้ นั่นเลยเป็นแรงผลักดันให้ผมสู้และพยายามเอาชนะมันอยู่ ผมเก็บเอาไปคิดตอนเวลานอนทุกวัน เหมือนกับสมองแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ ยอมรับว่าผมเครียดมากๆ ฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง น้ำตาคลอในเบ้า พูดกับตัวเองอยู่ในใจ “จะรอดหรือเปล่าวะ ? ” พยายามอีกครั้ง ลองอีกที วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ต้องได้ เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้น

วันต่อๆ มาก็พยายามตอบ Yes/No กันได้บ้าง แต่เมื่อลูกพี่เค้าปล่อยมาเป็นพวงละแม่เอ๊ย อย่าพูดมาคำเดียวว่า Fuck ก็พอ คุณจะรู้สึกว่าคุณเป็นเหมือนตัวเงินตัวทองขึ้นมาทันทีทันใด คุณมีพื้นฐานการเรียนภาษาอังกฤษ แต่คุณจะรู้ว่ามันจะไม่ใช่พื้นฐานการใช้ การพูด ในการทำงาน เพราะที่ผ่านมานั้นคือการเรียนเอาเกรดของคุณหรือเปล่า? คุณจะรู้สึกผิดว่าทำไม ไม่เรียนพูดมันให้ได้ บางทีก็โทษฝรั่งบ้าง โทษญาติพี่น้องบ้าง ว่าทำไมไม่มีเชื้อเป็นคนอังกฤษหรืออเมริกันบ้าง แต่จงภูมิใจเถอะครับที่เกิดมาเป็นคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศชาติ ซึ่งจะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ถ้าเรายังปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ผมจึงพยายามถือเอาอุปสรรคนี้มาเป็นโอกาสการเรียนรู้ไปด้วย เรารู้งาน รู้ว่าตอนนี้เค้าทำอะไร อะไรจำเป็นจะต้องทำบ้าง เราต้องการข้อมูลอะไรบ้าง จะหามาจากที่ไหน พยายามตั้งคำถามกับตัวเองทุกวัน แล้วหาคำตอบให้ได้ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม แล้วผมก็รู้สึกดีขึ้น

เจาะ เจาะ เจาะ เสร็จแล้วเค้าจะทำอะไรต่อไป?

ผมอยากจะใส่รายละเอียดลงไปทั้งหมดจริงๆ ว่าผมได้อะไรมาบ้าง รู้อะไรบ้างหลังจากที่ผมไปฝึกมาตั้ง 4 สัปดาห์มานี้ แต่ต่อไปผมคงต้องใช้ภาษาที่เป็นเทคนิคมากขึ้น ดังนั้นขอใช้เป็นภาษาอังกฤษทับศัพท์เลยละกัน

DàDrilling

LàLogging

TàTubing

CàCementing

DLTC จับตัวย่อภาษาอังกฤษ 4 ตัวนี้ไว้

ครับ! ผมไปฝึกในช่วงที่อยู่ในหลุมช่วงการเจาะสุดท้าย คือขนาดหลุม 6 1/8 นิ้ว ชื่อหลุมเจาะเป็นหลุมในแพลทฟรอมเอราวัณไอ (Erawan I Platform, ERWI) ระบบน้ำโคลนเป็นน้ำโคลนที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลักๆ (Oil Base Mud, OBM) น้ำมันที่ใช้เป็นส่วนผสมหลัก (Base Oil) นั้นชื่อว่าซาราไลน์ (Saraline) เนื้อตัวและเสื้อผ้าของผมจะมอมแมมด้วยคราบน้ำมัน ซักออกยากมาก แต่อย่างไรก็ดี บนแท่นเจาะมีพนักงานซักผ้าประจำอยู่แล้ว คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการซักรีด ถ้าคุณต้องได้อยู่หรือทำงานเช่นเดียวกันกับผม

ผมทำ Mud Check เป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยประมาณสองครั้งต่อวันเพราะเราจะต้องส่ง Mud Report ให้ DSM ก่อน Mid Night ทุกๆ วัน

 

ผมทำอะไร ยังไงบ้าง กับ Mud Check

จดเวลาที่ทำการตรวจสอบ เวลาไหนบ้างที่คุณจะต้องทำ Mud Check นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการเจาะนั้นไปถึงไหนแล้ว โดยเฉพาะช่วงที่มีการเจาะอยู่ แต่จริงๆแล้ว คุณต้องหมั่น Check มันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะน้ำหนักกับคุณสมบัติด้านการไหล (Mud Weight and Rheology) เพราะมันสำคัญ แต่ผมจะขอเล่าไปพร้อมๆกับบรรยายการทำ Mud Check ของผมเลยละกัน ว่ามันสำคัญอย่างไร

1)      ดู Monitor ILOG ว่า Depth ณ เวลานั้นที่เราจะทำ Mud Check เพื่อใส่ลงในโปรแกรม One Trax ในคอมพิวเตอร์ว่าตอนนี้ เจาะได้เท่าไหร่แล้ว ___ ‘MD/___’TVD (One Trax คือโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ใช้ทำ Mud Report สำหรับบริษัทเอมไอสวาโก้)

2)      โทรหา MWD เพื่อขอข้อมูลอุณหภูมิของก้นหลุมเจาะ (Bottom Hole Temperature, BHT) และขนาดของมุมการโค้งงอของหลุมเจาะ (Inclination, Inc) ที่ความลึกนั้นๆ (MWD จะบอกอุณหภูมิมาให้เราในหน่วยองศาเซลเซียส ให้เราแปลงเป็นองศาฟาเรนไฮน์ F=C x(9/5)+32

3)      เปิดเครื่อง Retort เพื่ออุ่นเครื่องให้ร้อน เตรียมพร้อมที่จะเผา Mud Retort

4)      ไปเก็บ Mud Sample มาจาก Active Pit และในระหว่างที่เข้าไปใน Pit Room เพื่อเก็บ Mud Sample ให้เราวัดน้ำหนักของน้ำโคลน ( Mud Weight, MW) และจับเวลาหาค่าความหนืดจากกรวย  (Funnel Viscosity, FV)ด้วย ที่เราจำเป็นจะต้องรู้ว่าน้ำหนักของน้ำโคลนตอนนี้เท่าไหร่ เพราะน้ำหนักของน้ำโคลนเป็นตัวควบคุมหลักในการเจาะ เพื่อให้ความดันในหลุมเจาะได้สมดุลกันระหว่างความดันจากชั้นหิน(Formation Pressure, Pf) และความดันจากของไหล(Hydrostatic Pressure, Ph) ที่ใส่ลงไป  ส่วนความหนืดที่วัดจากกรวยมีไว้เปรียบเทียบว่าน้ำโคลนของเรามันเหนียวขึ้นจากเดิมหรือเปล่า ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีอะไรแปลกปลอมหรือเกินมาจากน้ำโคลนของเราที่เราทำขึ้นก่อนใส่ลงไปในหลุมเจาะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่แปลกอะไรอยู่แล้ว หน้าที่หรืองานของเราคือต้องทำให้มันเป็นไปอย่างนั้น น้ำโคลนที่ดีก็ต้องทำหน้าที่ทำความสะอาดหลุมเจาะได้ดีด้วย สิ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าน้ำโคลนของผมยังดีอยู่ก็คือความหนืดที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะปล่อยให้มันเหนียวมากจนเกินไป เราไม่ได้อยู่เฉยๆแน่นอน ลูกพี่ของผมบอกพนักงานหรือวิศวกรของ Brandt ให้ปรับ Centrifuge ให้มันทำงานมากขึ้น โดยการเพิ่มอัตราความเร็วหรือปรับระดับการทำงานของเครื่องให้ตัดเอาของแข็งที่เข้ามาในเครื่องออกไป (Cut Back) ให้ดีขึ้น ของแข็งที่ว่านี้มีอยู่สองอย่างคือ ของแข็งที่น้ำหนักเบา (Low Gravity Solid, LGS) ได้แก่พวกดิน Clay, Shale และ Drill Solid เป็นต้น และอย่างที่สองคือของแข็งที่มีน้ำหนักมาก (High Gravity Solid, HGS) ได้แก่ Barite หรือ Weighting Material นั่นเอง

5)      เท Mud Sample ใส่ลงใน VG Cup ประมาณ ½ ของ VG Cup แล้วใส่ VG Cup ลงไปในตัวเครื่อง VG Meter เสียบ Thermometer ลงไปตรงที่เสียบ ปรับอุณหภูมิให้ได้ 150 องศาฟาเรนไฮน์  ที่ระดับ 200 rpm แล้วก็นำ Thermometer มาวัด Mud ใน VG Cup ให้ได้อุณหภูมิ 150 องศาฟาเรนไฮน์ 

6)      ใช้หลอดฉีดดูด Mud Sample มาใส่ลงในหลอดชมพู่ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร ตามด้วยการเติม Xylene/Propyl, 50/50 ประมาณ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร แล้วเปิดเครื่องให้คนสารละลายประมาณ 3 นาที

7)      เอาตัว Retort Cell และฝาปิด ไปชั่งน้ำหนักเปล่าๆ แล้วจดค่าน้ำหนักเอาไว้ แล้วนำกลับมาเติมด้วย Mud Sample แล้วปล่อยให้อุณหภูมิ ของ Mud Sample เย็นลงสัก 30 นาที

8)      ในขณะที่รออะไรหลายๆ อย่างอยู่ ก็กลับไปปิดเครื่องคนสารละลายแล้วก็เติมน้ำกลั่นเพิ่มลงในขวดชมพู่จาก 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ให้เป็น 150 ลูกบาศก์เซนติเมตร แล้วก็เปิดเครื่องคนสารละลายอีกครั้งสัก 3 นาที

9)      คาดว่าตอนนี้อุณหภูมิของ VG Mud น่าจะถึง 150 องศาฟาเรนไฮน์ แล้ว ก็เริ่มอ่านค่า ที่ rpm600/300, rpm6/3 และ rpm200/100  ตามลำดับความสำคัญ ทำไมผมถึงพูดแบบนี้ วิศวกรมือสองบอกผมว่าสำหรับเรา rpm200/100 ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะไม่ได้นำมาใช้ทำอะไร แต่ว่าค่าที่ rpm600/300 เราจะต้องนำมาหาค่า Plastic Viscosity, PV และ Yield Point, YP ต่อ เพราะมันจำเป็นมากกว่า อย่าง Plastic Viscosity จะเป็นตัวบอกว่าเราจะเจาะได้เร็วหรือช้า เปรียบเสมือนกับว่านี่คือค่าความเร็วแต่ผกผันกับค่าความเร็วที่เราเคยเรียนกันมาในวิชาฟิสิกส์ เพราะยิ่งค่านี้มีอยู่ในน้ำโคลนของเราน้อยก็แสดงว่าตรงหัวเจาะสามารถหมุนได้อย่างเป็นอิสระและเร็วมาก ซึ่งถ้ามันน้อยเกินไปก็ไม่ดีเลยเพราะหลุมเจาะนั้นก็จะยากต่อการนำเอาเศษหินเศษดินขึ้นมาได้ แต่ถ้ามากเกินไปก็แย่พอๆกันเพราะเศษดินเศษหินนั้นมันเหนียวมากจนต้านการหมุนของหัวเจาะไม่ให้ทำงานได้ด้วยดีแล้ว เราอาจจะต้องทำการลดปริมาณของแข็งทีมีอยู่ในนั้นโดยการเจือจาง (Dilution) เช่นการเติมน้ำมันซาราไลน์ไปละลายช่วยให้ความเหนียวลดลง และสำหรับค่า Yield Point ก็จำเป็นไม่แพ้กันเลยทีเดียว ตัวค่านี้บ่งชี้ถึงความสามารถในการเริ่มหรือออกตัวการเคลื่อนที่ของของไหล และก็เช่นเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเคลื่อนที่ของวัตถุนี่เปรียบเสมือนกับความเร่งยังไงยังนั้นเลยครับ แต่สำหรับค่านี้ยิ่งมีค่าสูงขึ้นก็จะช่วยให้มีการนำพาเศษหินเศษดินที่ถูกตัดด้วยหัวเจาะ (Cutting) ขึ้นมาทางช่องว่างระหว่างหลุม (Annulus) ได้ดีขึ้น

10)   แล้วตามด้วยการอ่านค่า Gels ปรับ VG Meter ไปที่ High Speed คือที่ 600 rpm ประมาณ 15 วินาที แล้วดันตัวปรับระดับขึ้นมาไว้ที่ ระดับ rpm6/3 พร้อมกับปิดสวิตซ์ไว้ 10 วินาที แล้วเปิดสวิตซ์โยกไปทาง 3 rpm อ่านค่าที่สูงที่สุดเป็นค่า Gel ที่ 10 วินาที หลังจากนั้นก็ปิดสวิตซ์ไว้ 10 นาทีแล้วเปิดสวิตซ์โยกไปทาง 3 rpm อ่านค่าที่สูงที่สุดเป็นค่า Gel ที่ 10 นาที และสุดท้ายทำอย่างต่อเนื่องกันโดยปิดสวิตซ์ไว้ 20 นาทีแล้วเปิดสวิตซ์โยกไปทาง 3 rpm อ่านค่าที่สูงที่สุดเป็นค่า Gel ที่ 30 นาที ความสำคัญของค่า Gels ที่ได้ทั้งหมดนั้นคือเรารู้ค่าเหล่านี้เพื่อบอกให้เราทราบว่าถ้าในระหว่าที่มีการเจาะมีการหยุดหมุน หรือหยุดเจาะเพื่อทำงานอีกอย่างอาจจะเป็นเวลา 10 วินาที หรือ 10 นาที หรืออาจจะนานถึง 30 นาที การตกลงไปของเศษหินตัดจะเป็นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป เช่น เวลาหยุดเพื่อต่อก้าน หรือหยุดทำงาน หรือหยุดเนื่องด้วยสาเหตุอื่นๆ เป็นการบ่งชี้ถึงความสามารถในการลอยตัวอยู่ได้ของเศษหินที่ถูกตัดว่าแขวนตัวอยู่ในน้ำโคลนได้ดีแค่ไหน แต่ค่า Gel ที่ 10 วินาทีควรจะใกล้เคียงกับค่าความหนืดที่ระดับ rpm6/3 หรือไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากนัก

11)   แต่ในขณะที่รออ่านค่า Gel ที่10 นาทีและที่ 30 นาที เราก็น่าจะมาหยด Phenolphthalein ลงไปในขวดชมพู่ที่กำลังถูกคนด้วยเครื่องคนสารละลายอยู่สบายๆ และก็ทำการไทเทรตด้วยกรดซัลฟิวริก เข้มข้น 0.1N ด้วยหลอดไทเทรตเมื่อเปลี่ยนสีชมพูของ  Phenolphthalein ได้อย่างหมดจดพอดีแล้ว เราก็จะได้ค่า Alkalinity ของ Mud Sample ดูจากปริมาณของกรดที่หยดลงไปจนสีชมพูหมดไป นั่นก็คือ Pom หรือ Psm ก็ตามแต่ชนิดของ Mud System ค่านี้ถ้ามีน้อยก็จะบ่งบอกว่า Lime ที่เราใส่ลงไปในน้ำโคลนของเรามันเหลือน้อยเต็มที เพราะว่ามันระเหยกลายไปเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขณะเจาะไปหมด ดังนั้นเราก็จะทำการ Treatment ด้วยการใส่ Lime ลงไปใน Active Pit อีก เพื่อที่จะไปทำปฏิกิริยากับสารที่ทำให้เกิดอิมัลชัน (Emulsion) ในรูปแบบของสบู่ซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยากันกับเกลือก่อนเช่น CaCl2 ก็จะได้ Calcium Soap แต่ตัวเลขที่เราจะใส่ลงไปใน Mud Report ก็ต้องเผื่อเอาไว้ข้างหน้าว่า หลังจากเราเติม Lime เข้าไปเรียบร้อยแล้ว ค่าที่ควรจะได้มันควรจะได้เท่าไหร่ ซึ่งก็ต้องเป็นค่าที่น่าจะยอมรับได้ ตามความต้องการของลูกค้า

12)   เมื่อเสร็จจากการไทเทรตด้วยกรดแล้ว เราก็หยด Potassium Chromate ต่อเพื่อที่จะหาว่าใน Mud Sample ของเรามีเกลือเหลืออยู่มากพอหรือเปล่า? เราทำการไทเทรตด้วย Silver Nitrate เข้มข้น 0.282N ค่าที่ได้ เราจะอ่านจากปริมาณของ Silver Nitrate ว่าใช้ไปทั้งหมดกี่มิลลิลิตรแล้วคูณด้วย 10000 จะได้ค่าของ Cl- ออกมาในหน่วย มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ค่านี้ถ้ามีน้อยเกินไปก็จะบ่งชี้ได้ว่าในน้ำโคลนของเรามีเกลือน้อยลง  ซึ่งเราก็ต้อง Treatment ด้วยการใส่ CaCl2 ลงไปใน Active Pit อีกเช่นกัน เพราะในน้ำโคลนของเราจะต้องผลิตประจุบวกของ Ca+ จาก CaCl2 เพื่อไปทำปฏิกิริยากับ Formation ของหลุมเจาะที่มีดิน Clay, Shale อยู่ ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปแทรกในโมเลกุลของ Clay หรือ Shale ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปัญหาการบวมหรือ Clay, Shale Swelling ตามมาภายหลังได้ และจะส่งผลต่อไปเมื่อทำการลงหรือถอนเครื่องไม้เครื่องมือเช่น Logging, Tubing เป็นต้น

13)   มาจนถึงตอนนี้แล้วคาดว่า Mud ที่อยู่ใน Retort Cell ก็น่าจะเย็นพอแล้ว ปิดฝาแล้วก็นำไปชั่งจดค่าเอาไว้ซะ เอาเป็นว่าอธิบายตอนนี้เลยดีกว่า ทำไมจะต้องชั่งน้ำหนักของ Retort Cell และ Mud Retort Cell นี้ด้วย มีความสำคัญอยู่ไม่ใช่น้อยๆเลยครับ เพราะถ้าผมไม่ชั่งสองอย่างนี้แล้วค่าRetort ที่ผมกำลังจะนำไปเผามาอาจจะไร้ค่าโดยทันที เมื่อผมได้น้ำหนักของ Mud Retort Cell ผมก็จะเอาไปลบกันกับ น้ำหนักของ Retort Cell เฉยๆ ค่าที่ได้นั้นมันคือน้ำหนักของน้ำโคลนที่อยู่ใน Retort Cell นั่นเองครับ และผมก็รู้ว่าปริมาตรของน้ำโคลนที่ใส่ลงไปใน Retort Cell  ได้นั้นเท่ากับ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้นเองครับ ผมก็จะคำนวณหาน้ำหนักของน้ำโคลนต่อปริมาตรได้นั่นก็คือ ความหนาแน่นนั่นเองครับ ทำไมเราจะต้องชั่งน้ำหนักหรือความหนาแน่นนี้อีก เมื่อผมก็ชั่งตั้งแต่อยู่ใน Pit Room แล้วนี่ ผมก็บอกได้ว่ามันต่างเงื่อนไขกันครับ น้ำหนักที่ผมได้ในการทำใน Retort นี้ เราเน้นกันตรงเรื่องปริมาณของแข็งที่มีอยู่ในน้ำโคลน ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมความดันในหลุมเจาะเหมือนกับน้ำหนักที่ผมวันใน Pit Room เพราะผมต้องการรู้ว่าในน้ำโคลนมีของแข็งที่เป็นของแข็งเบาอยู่เท่าไหร่และที่เป็นของแข็งชนิดหนักอยู่เท่าไหร่เมื่อเราได้ค่า Solid Content จาก Retort Test ที่เผาเรียบร้อยแล้วนั่นเอง แล้วอย่าลืมใส่ Steel wool ลงไปด้วยก่อนจะนำ Cell ขันเข้าด้วยกัน แล้วก็นำไปใส่เครื่องเผาซะ จาก 2 ชั่วโมงที่จะต้องรอ เราอาจจะล่นระยะเวลาเหลือเพียงแค่ชั่วโมงเดียว แล้ว Gel ที่ 30 นาที ก็น่าจะพอดีเมื่อคุณเอา Retort ไปเผาแล้วเดินกลับมาที่ Mud Lab

14)   ในระหว่างที่รอ Retort ถ้าเป็นไปได้ก็ทำ HTHP Fluid Loss ได้ และบางทีอาจจะจำเป็นมากที่จะต้องทำ เพียงแค่หงาย Cell ขึ้นมาตรวจสอบให้แน่ใจว่าปิดวาล์วแล้วเรียบร้อย เติม Mud Sample ลงไปใน Cell ปิดฝาแล้วก็ขันไว้ให้แน่น แล้วเอาไปใส่ใน Jacket Heating เสียบปลั๊กปรับอุณหภูมิให้ได้ 350องศาฟาเรนไฮน์ (ผมไม่ชอบเปิดอุ่นเครื่องไว้ก่อน เพราะมันร้อนมือ) ใส่ Upper, Lower Regulator เปิดวาล์วความดัน ก๊าซไนโตรเจน บลีดด้วยความดัน 100 psi และเปิดวาล์วตรง Upper Regulator ป้องกันการเดือดของน้ำโคลน ส่วนข้างล่างบลีดความดันไว้ที่ 100 psi ด้วย แต่ยังไม่เปิดวาล์วตรง Lower Regulator รอจนกระทั่งอุณหภูมิไปถึง 300/350องศาฟาเรนไฮน์ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าครับ แล้วค่อยเปิดพร้อมกับเพิ่มความดันด้านบนให้เป็น 600 psi เราจะได้ความต่างของความดัน 500 psi พอดี จับเวลา 30 นาที เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอุณหภูมิและความดันสูงมาก เมื่อได้เวลาแล้วปิดวาล์วทั้งล่างทั้งบน ถอดปลั๊กให้เรียบร้อย เปิดเอาน้ำ Filtrate จาก Lower Regulator ก่อน แล้วค่อยเปิดเอาจากที่ค้างใน Cell น้ำ Filtrate ที่ได้เอาปริมาณมาคูณสอง ค่านี้บ่งชี้ว่าน้ำโคลนของเรามีคุณภาพดีขนาดไหน ใช้บอกว่าน้ำโคลนของเราจะมีการสูญหายไปในชั้นหินมากหรือน้อยแค่ไหน เพราะถ้าน้ำโคลนของเราเกิดการสูญหายไปมากๆ จะเกิดปัญหาการสูญเสียระบบการหมุนเวียนของน้ำโคลน (Lost Circulation) ได้ ดังนั้นถ้าได้น้ำ Filtrate เยอะเกินไปก็ควรจะทำ Treatment ด้วยการเติม Versatrol หรือถ้าจำเป็นเมื่อของขาด ก็ใช้ Ecotrol เพื่อลด Fluid Loss ลง และอีกอย่างหลังจากที่เราถอดเก็บล้างอุปกรณ์พวกนี้ ก็อย่าลืมดูกระดาษกรองของเราว่า Mud Cake ของเราหนาเท่าไหร่ ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร หรือ 1/32 นิ้วหรือ 2/32 นิ้ว กำลังพอดีเลยครับความหมายเดียวกันทำให้งงทำไม อันนี้ผมก็ไม่ทราบตัวเองก็งงเหมือนกันครับ Mud Cake จะบ่งชี้ว่าหลุมเจาะนั้นมีผนังหลุมเป็นอย่างไรบ้าง คุณภาพหรือเสถียรภาพของหลุมแข็งแรงดีหรือเปล่า เพราะน้ำโคลนของเรามีอีกหน้าที่ก็คือรักษาเสถียรภาพให้กับหลุมเจาะ และนอกจากนั้นก็ยังต้องทำหน้าที่ปิดทึบให้กับชั้นหินที่มีรูพรุนหรือที่ของไหลสามารถซึมผ่านได้ด้วย แต่ถ้า Mud Cake หนาเกินไปก็ไม่ดี เกิดปัญหาได้เช่นกันคืออาจจะเกิดการติดของท่อหรือก้านเจาะ (Stuck Pipe) น่าดีอกดีใจจริงๆที่น้ำโคลนของผมทำงานได้ดีขนาดนี้ Mud Cake แข็งดีได้ที่และขนาดก็พอใช้ได้ด้วย ไม่ค่อยอยากจะคุยเลย

15)   อีกอย่างก็คือมาวัดค่า ES Meter กันซึ่งก็ง่ายมาก เพียงแค่หย่อนสายลงไปในน้ำโคลนแล้วกดปุ่มเท่านั้น ค่าก็ออกมาให้เห็นเลย แต่ก็จำเป็นมาก ถ้าค่าต่ำเกินไปควรจะทำ Treatment ด้วยการเติม Suremul หรือ/และ Versacoat ลงไปซักดรัม(Drum) เพราะจะช่วยให้อนุภาคของน้ำกับน้ำมันเข้ากันได้ดียิงขึ้น เป็นตัวอีมัลไฟเออร์ (Emulsifier) ให้น้ำโคลนของเราได้เป็นอย่างดี เพราะเราไม่ต้องการให้น้ำที่อยู่ใน Oil Base Mud แยกออกจากกันเพราะจะทำให้น้ำโคลนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ( 1 Drum = 1.33 BBL) แต่ผมก็ยังสับสนกันอยู่ว่าผมจะต้องจุ่ม ES Meter นี้ลงในน้ำโคลนที่อุณหภูมิ 150 องศาฟาเรนไฮน์หรือว่าที่อุณหภูมิไหนก็ได้ เพราะลูกพี่เล็ก (พี่กรานวิศวกรมือสอง) ก็พาผมวัดที่อุณหภูมิ 150 องศาฟาเรนไฮน์ แต่ช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายเป็นช่วงเปลี่ยนมือ (Hand Over) ผู้นำวิศวกรจากคุณลุงจิม มาเป็นคุณลุงโทนี่  ช่วงที่ผมฝึกกับคุณลุงจิม ผมได้ลงมือทำเองตามแบบฉบับลูกพี่เล็กหรือมือสองคือพี่กรานอย่างเต็มที่ แต่พอเปลี่ยนเป็นลุงโทนี่แล้ว เวลาทำงานของผมก็เปลี่ยนไปจากที่เคยทำ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ก็เป็นต้องมาทำจาก 6เย็นจนถึง 6โมงเช้า ยังไงก็แล้วแต่ผมก็ต้องจัดให้ตามใจลูกพี่ใหญ่คนใหม่อยู่แล้ว ลุงโทนี่เป็นคนที่ค่อนข้างเก๋าประสบการณ์ และชอบทำอะไรที่แตกต่าง และแกจะชอบใช้คำว่า Fuck อยู่เป็นชีวิตจิตใจ ถ้าใครยังไม่คุ้นเคยกับอาการถูก Fuck อาจจะมีอาการเคียงโกรธหรือโทสะจนเกิดความไม่พอใจได้ แต่ลึกๆแล้ว จริงๆลูกพี่ใหญ่คนใหม่ของผมนี้เป็นคนดีและเก่งมากๆครับ นี่เป็นลักษณะเพาะส่วนบุคคลของแก แต่ที่พร่ำอยู่นานนี่จริงๆแล้ว แค่จะบอกว่าแกไม่ได้บอกให้ผมวัดค่า ES Meter ที่อุณหภูมิ 150 องศาฟาเรนไฮน์ แค่นั้นเองครับ แกให้ผมจิ้มลงไปใน Mud Sample ที่เอามาจาก Pit Room ใหม่ๆเลยแทนที่จะรออุณหภูมิ 150 องศาฟาเรนไฮน์ จาก VG Cup ที่เสร็จจากการอ่านค่าต่างๆเรียบร้อยแล้ว

16)   ส่วนที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นค่าความเป็นกรด-เบสหรือ ค่า Ph ก็วัดได้ด้วย Ph Meter หรือ Ph Paper สำหรับความสำคัญก็ตรงๆตัวคือ เพื่อดูความเป็นกรดของน้ำโคลน และนอกเหนือจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า หรือว่าความจำเป็นของงานเช่น Sand Content, Temperature และอื่นๆ

 

แต่สำหรับการทำ Mud Check ในน้ำโคลนที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำ (Water Base Mud, WBM) ก็ไม่ยากมากนักและก็สบายใจได้ถ้าจะต้องใช้น้ำโคลนระบบนี้ โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงการเจาะหลุมขนาด 12-1/4 นิ้ว และ 8-1/2 นิ้ว เป็นการเจาะหลุมช่วงบน (Top Hole) และหลุมช่วงกลาง (Intermediate Hole) ก่อนหน้านี้ผมเคยเจอมาแล้ว เพราะว่าก่อนที่จะได้ลงมาฝึกงานที่แท่นเจาะอาร์ที-โฟร์ ผมเคยเป็นมือสองแบบลักไก่มาก่อนหน้านี้สองเดือนที่แล้วเป็นเวลา 17 วัน ที่แท่นเจาะที่ชื่อว่าชาร์ลีเกรฟ (Charley Grave) และหัวหน้าหรือลูกพี่ใหญ่ใจดีมากๆชื่อคุณลุงควินติน แต่ก็น่าเห็นใจเพราะลุงแกต้องทำงานหนักมากกับวิศวกรใหม่ๆอย่างผม เพราะผมไม่แน่ใจอะไร ผมก็จะต้องวิ่งไปปลุกแกถึงที่ห้องนอนเป็นประจำ แล้วแกก็จะต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อทำ Mud Report ส่งให้ DSM ให้ทันเวลา ผมอยากช่วยลุงแกมาก แต่ผมก็ทำอะไรได้ไม่มากนักในตอนนั้น และความรู้สึกโชคดีที่มีลูกพี่ที่เข้าใจอย่างจริงใจ แกรู้ว่าผมยังไม่เก่งเรื่องภาษาอังกฤษ แต่แกก็ชมว่าผมยังดีที่ทำอะไรทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตาม ผมรู้ตัวดีว่าผมยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก ถึงแม้ว่าผมจะเคยลงแท่นเจาะเป็นตัวจริงมาก่อนแล้ว และก่อนหน้านั้นอีกก็ยังเคยฝึกงานที่แท่นเจาะที่ชื่อว่าอีเมอรัลดริลเลอร์ (Emerald Driller) ที่มีบริษัทน้ำมันเพริลออยล์ (Pearl Oil Company) มีคุณลุงบอบเป็นลูกพี่ใหญ่ และได้มีโอกาสฝึกกับมือสองถึงสองคนคือพี่เมเดียน และพี่รอส ที่เปลี่ยนมือกันในช่วงสองสามวัน แต่นั่นก็เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น กับหลุมสำรวจที่ชื่อว่าจันทนาหนึ่ง (Jantana-1) แต่เป็นช่วงสุดท้ายคือที่หลุมขนาด 6-1/8 นิ้ว

ครับ! แน่นอนว่านอกจากทำ Mud Check แล้ว มีงานอย่างอื่นที่นักวิศวกรน้ำโคลนฝึกหัดอย่างผม ได้ทำในเวลา 28 วันนี้ ผมใช้เวลาไม่ค่อยจะคุ้มค่านัก แต่ก็ยังดีที่มีเวลาอยู่มากพอในการเรียนรู้งาน แต่หลังจากนี้ผมไม่แน่ใจกับเวลาพวกนี้อีกแล้ว ผมได้ทำอะไรอีกบ้าง ก็มีบ้างที่ผมจะต้องขึ้นไปถ่ายเอา Versacoat และ Suremul ลงมาใส่ถังเก็บข้างล่าง ต้องโทรติดต่อกับพนักงานเครน (Crane Operator) ให้ยกถังหรือเปลี่ยนถังไปตั้งบนฐานสำหรับถ่ายของเหลวออกจากถัง (Tote Tank)

1)      เอาผ้าคลุมข้างบนถังออกสักหนึ่งด้านเพื่อที่จะเปิดฝาถังได้ อาจจะต้องใช้กรรไกรตัดถ้าถูกมัดไว้ด้วยสายยางรัดสิ่งของ (Cable Tire)

2)      เปิดฝาถังข้างบนออก ที่ต้องเปิดฝาถังก็เพราะเพื่อให้น้ำมันไหลออกมาได้โดยมีช่องระบายอากาศเมื่อของไหลไหลออกมาและที่สำคัญเมื่อต้องใช้ปั้มช่วยปั้มให้ไหลออกมาได้ดียิ่งขึ้น ถ้าเป็นถัง Versacoat จะเป็นถังแถบสีแดง แต่ถ้าเป็น Suremul จะเป็นถังแถบสีฟ้าซึ่งเปิดฝาบนออกยากกว่า ดังนั้นเวลาก่อนจะขึ้นไป เตรียมประแจปากเลื่อนตัวใหญ่ไปด้วยพร้อมกับผ้าขี้ริ้วซักผืน และกรรไกรด้วย ที่สำคัญอย่าลืมเอาท่อข้อต่อ(Joint) สำหรับต่อถังกับสายยางที่ใช้ถ่ายน้ำมันไปด้วย อาจจะต้องเตรียมสติกเกอร์ไว้พร้อมเตรียมติดหลังจากถ่ายน้ำมันหมดจากถังแล้วเพื่อที่จะส่งกลับ (Back Load)คลังเก็บของที่สงขลาโดยเรือขนส่ง ซึ่งเราจะต้องรู้จักกับพนักงานจัดการด้านพัสดุภัณฑ์ (Material Man) เพื่อที่จะติดต่อสั่งหรือส่งกลับสิ่งของเช่น สารเคมี อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ

3)      เมื่อเปิดฝาถังแล้ว ก็มาหมุนเอาท่อต่อที่ติดอยู่กับถังด้านล่างให้อยู่ในทิศทางที่จะทำงานได้สะดวก จากนั้นก็เปิดฝาท่อต่อที่ปิดอยู่เพื่อที่จะต่อกับข้อต่อที่เตรียมมา แล้วก็ต่อกับสายยางที่มีไว้ถ่ายน้ำมัน

4)      เมื่อต่อท่อกับข้อต่อและสายยางแล้ว ตัดสายยางที่รัดวาล์วออกแล้วเปิดวาล์วให้น้ำมันไหลออกมา

5)      สำหรับ Versacoat เราอาจจะปล่อยให้มันไหลลงเองได้โดยไม่ต้องใช้ปั้มช่วย แล้วค่อยปั้มช่วยตอนใกล้จะหมด เพราะ Versacoat ไม่ค่อยเหนียวมากนัก ไหลง่ายและเร็วกว่ารอประมาณ 20 นาทีก็น่าจะหมดถัง แต่สำหรับ Suremul จะต้องใช้ปั้มช่วยตลอดเพราะไหลช้ามาก ถังหนึ่งจุได้ถึง 10 ดรัม ดังนั้นก่อนจะถ่ายลงไปสู่ถังข้างล่างจะต้องแน่ใจว่าได้ไม่ล้นถังออกมา และแน่ใจว่าเปิดวาล์วรับให้น้ำมันไหลเข้าถูกต้องถูกชนิดแล้ว

6)      เมื่อถ่ายน้ำมันออกหมดถังแล้ว ก็ปิดวาล์วตรงท่อต่อข้างล่างถัง แล้วก็ไปปิดฝาถังด้านบนเอาผ้าคลุมถังปิดไว้และรัดด้วยสายรัดเหมือนเดิม นำสติกเกอร์มาติดข้างๆถังเพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกว่าถังถังนั้นใช้งานแล้วพร้อมส่งกลับสงขลา

7)      แต่ก็ยังไม่เสร็จสิ้นงานนี้ เราจะต้องมาถอดข้อต่อและสายยางออกให้เรียบร้อย ปิดจุกให้สายยาง ปิดฝาให้ท่อต่อ และหมุนท่อต่อนั้นกลับเข้าที่ตามเดิม เช็ดทำความสะอาดบริเวณฐานที่ตั้งถังให้แห้ง อย่าให้น้ำมันหกเรี่ยลาด แล้วก็เก็บเอากรรไกร ข้อต่อ ประแจปากเลื่อน กลับไปด้วย

8)      โทรแจ้งพนักงานเครนว่าถังนั้นถ่ายเสร็จแล้ว ต้องการให้เปลี่ยนถังไหนไปแทนที่ และที่สำคัญก็อย่าลืมว่าถังที่เสร็จแล้วหมายเลขอะไร เพราะเราจะต้องส่งเมล์และใช้หมายเลขนั้นอ้างอิงว่าให้ส่งกลับ

แน่นอนอีกงานหนึ่งที่ผมได้ทำคือ การส่งเมล์เพื่อส่งถังเปล่าที่ถ่ายน้ำมันออกหมดแล้วกลับสงขลา ผมจะต้องส่งไฟล์รายการของ (Manifest) ไปให้พนักงานพัสดุภัณฑ์ให้ทราบว่าเราต้องการส่งถังไหนกลับแล้วบ้าง

                และงานอีกหลายอย่างที่ผมได้ติดตามลูกพี่ไปดูบนพื้นแท่นเจาะเช่น Cement Job, Displacement Job เป็นต้น

Cement Job

                งานนี้จะทำต่อจากการ Circulate Tubing เรียบร้อยแล้ว ทำไมต้อง Circulate Tubing ด้วย ก็เพราะว่าหลังจากเราเจาะ (Drilling) เสร็จแล้ว Run Wire Line หรือ ลง Logging แล้ว เราจะต้อง Run Tubing ลงไป แต่ถ้าเป็นช่วงหลุมเจาะก่อนหน้านี้ก็จะเป็น Run Casing 9-5/8 นิ้ว และ 7 นิ้วตามลำดับ หลุมเจาะและท่อ Tubing ของเราจะยังสกปรกอยู่ อาจจะทำให้ Cement เกาะจับได้ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการทำ Circulate Bottoms Up หรือ Circulate Tubing ก่อนประมาณ 3 รอบ Bottoms Up. พอเสร็จแล้วพนักงานทำซีเมนต์ (Cementer) ก็จะเริ่มทำงานในส่วนของเขาโดยปั้มน้ำลงไปก่อนประมาณ 5 บารเรล แล้วก็ตามด้วย Spacer พอปั้มเสร็จแล้ว ก็ปั้ม Cement ลงไป แล้วตามด้วยน้ำอีกครั้ง ในส่วนของเราคือจะต้องคำนวณหาว่าน้ำโคลนจะกลับขึ้นมาจากหลุมเจาะที่มีอยู่ก่อนแล้วปริมาณเท่าไหร่ จะมีโอกาสได้เห็น Spacer ได้ออกมามากน้อยแค่ไหน อาจจะต้องขอข้อมูลขนาดของหลุมจริงที่ได้จาก Mud Logger มาคำนวณ แล้วอาจจะต้องหาว่าน้ำโคลนหายไปจากระบบเท่าไหร่หลังจากที่น้ำโคลนไหลกลับมาลงใน Pit นอกจากนี้ก็ควรจะคำนวณหาเวลาที่ Spacer จะไหลออกมาได้ด้วย เพราะจะได้รู้ว่าจะต้องเทหรือเปิดทิ้งน้ำโคลน(Over Board) เมื่อไหร่ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องทำให้แน่ใจด้วยการนำ ES Meter ไปวัดดูน้ำโคลนที่ไหลตรงหลังเชคเกอร์ (Shaker) ก่อนที่จะไหลลงไปใน Sand Trap เมื่อไหร่ที่ค่า ES Meter อยู่ประมาณ 100-150 ก็บอก Shaker Man ให้เปิด Over Board ได้เลย ส่วนน้ำโคลนที่มีอยู่ใน Sand Trap ก็บอกพี่เค้าให้เปิดปล่อยให้ไหลลงไปใน Pit Room ได้เลย